Get Adobe Flash player
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday143
mod_vvisit_counterYesterday222
mod_vvisit_counterThis week577
mod_vvisit_counterLast week1129
mod_vvisit_counterThis month2894
mod_vvisit_counterLast month4057
mod_vvisit_counterAll days584771
เรามี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สุขภาพกับเห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือ


 

 

 

 

 

  • เห็ดหลินจือ  มีชื่อพื้นเมืองหลายชื่อ อาทิเช่น  เห็ดหมื่นปี    เห็ดอมตะ  เห็ดจวักงู   ชื่ออังกฤษ คือ

Holy  mushroom     แปลว่า  เห็ดศักดิ์สิทธิ์  หรือ Lacquered  mushroom แปลว่าเห็ดที่มีผิวเหมือนทาแลกเกอร์

ในประเทศจีน  เรียกเห็ดนี้ว่า  Ling zhi ส่วนในญี่ปุ่น  เรียกว่า  Reishi   เป็นเห็ดสมุนไพร  ที่มีคุณประโยชน์

ต่อสุขภาพร่างกาย ของมนุษย์อย่างน่าอัศจรรย์   ด้วยคุณประโยชน์ของสารอาหาร ที่มีอยู่มากมายในเห็ดหลินจือ

สามารถช่วยป้องกัน  บรรเทา  และรักษาอาการเจ็บป่วยได้   เห็ดหลินจือ จึงไม่ใช่เพียงแค่อาหาร

แต่ด้วยคุณค่ามหาศาล  จึงสามารถถือว่า เห็ดหลินจือ  เป็นยาชั้นดีได้เลยทีเดียว  

  • กาโนเดอร์มา ( Ganodema ) เป็นชื่อ ทางวิทยาศาสตร์ของเห็ดหลินจือ

สมัยโบราณ เห็ดหลินจือ ถือเป็นยา   หรือ  อาหาร สำหรับจักรพรรดิ และคนในราชวงศ์

ถือเป็นอาหารชั้นสูงโดยตำรายา และสมุนไพรของจีนโบราณ  ถึงกับยกย่องให้เห็ดหลินจือ

มีคุณภาพมากยิ่งกว่าโสมด้วยเหตุผลสามประการ คือ

  • 1.เห็ดหลินจือไม่เป็นพิษ   สามารถรับประทานได้ทุกวัน  โดยไม่เกิดผลกระทบหรือ

เกิดโทษที่ไม่มีผลข้างเคียง  ใดๆต่อร่างกาย

  • 2.เมื่อรับประทานเห็ดหลินจือ สม่ำเสมอ   จะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย

และอวัยวะต่างๆ  ทำงานได้อย่างเป็นปกติ

  • 3.เห็ดหลินจือ  จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับร่างกาย ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

เป็นไปอย่างปกติ   ทำให้ไม่เจ็บป่วยได้ง่าย

สารสกัดสำคัญ…ที่อยู่ในเห็ดหลินจือ
สารสกัด สำคัญที่อยู่ในเห็ดหลินจือ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย  มีหน้าที่ในการรักษา  ป้องกัน
และบรรเทาโรค  ได้แก่

  • -   สารกลุ่มโพลีแซ็กคาไรด์( Polysaccharide ) ซึ่งมีสรรพคุณ ช่วยในการสร้างภูมิคุ้มกัน

โดยจะกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว ชนิดต่างๆ ให้ทำงานมีประสิทธิภาพ ดีขึ้น   ทำให้สรรพคุณในการป้องกัน

เชื้อไวรัส และแบคทีเรีย  และช่วยยับยั้งการเจริญเติบโต ของเซลล์ที่ผิดปกติ  อาทิเช่น  เซลล์มะเร็ง

  • -   สารกลุ่มไตรเทอร์ปีน  ( Triterpene )    มีรสชาติขม  มีสรรพคุณ  ในการช่วยลดความเครียด

และยับยั้ง การหลั่งสารฮิสตามีนของเซลล์จึงช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้   เพิ่มการใช้ออกซิเจนของเซลล์

ในร่างกาย  และช่วยเพิ่มการเผาผลาญน้ำตาลกลูโคสในร่างกาย  ยับยั้งการสร้างคอเลสเตอรอลส่วนเกิน

กระตุ้นการทำงานของตับให้ดียิ่งขึ้น

  • -   สารกลุ่มนิวคลีโอไทด์ ( Nucleotide )    เช่น Adenosine  สารอะดีโนซีน  ซึ่งมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด

และกระตุ้นการเต้นของหัวใจ  และพบว่าระดับสารอะดีโนซีนจะสูงขึ้นในกรณีที่เราเกิดอาการบาดเจ็บที่สมอง

หรือไขสันหลัง หรือเมื่อเกิดอาการหน้ามืดเป็นลม  และพบว่า จะช่วยให้แผลสมานเร็วขึ้น  และลดการอักเสบ

ของ กลุ่มโรค  SLE  โรคข้อ  Rheumatoid    ซึ่งเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันผิดปกติ

  • -   สารออแกนิกเยอร์มาเนียม ( Organic  Germanium )    เป็นแร่ธาตุ ที่ร่างกายดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว ช่วยใน

การควบคุมและปรับ สมดุลของร่างกาย   เพิ่มอัตราการไหลเวียนของเลือด และเพิ่มการนำออกซิเจน ไปสู่เซลล์

  • -   กรดอะมิโน  มากมายช่วยชะลอความแก่ป้องกันโรคกระดูกพรุน    สมานแผลให้หายเร็ว

ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด  บำรุงสมองให้ความจำดีขึ้น   บรรเทาอาการอ่อนเพลีย

  • -   กรดแกมมาไลโนเลนิก  ( Gamma  Linolenic  acid -GLA )     ระงับอาการปวดประจำเดือน  ปวดไมเกรน

ช่วยบรรเทาอาการผื่นคันที่  เกิดจากโรคภูมิแพ้   ลดอาการปวดข้อ   ปวดกระดูก

 

 

เห็ดหลินจือ…รักษาโรค

  • โรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง    คือ กลุ่มของโรคที่เกิดเนื่องจาก   เซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติ ที่DNA

หรือสารพันธุกรรม ส่งผลให้เซลล์มีการเจริญเติบโต  มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์รวดเร็ว

และมากกว่าปกติ  ดังนั้นจึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติ  และในที่สุด ก็จะทำให้เกิดการตาย

ของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น  เนื่องจาก ขาดเลือดไปเลี้ยง เพราะการเจริญเติบโตของหลอดเลือด

ถ้าเซลล์พวกนี้เกิดอยู่ใน อวัยวะใดก็ จะเรียกชื่อมะเร็งตามอวัยวะนั้น  เช่น มะเร็งปอด  มะเร็งสมอง

มะเร็งเต้านม  มะเร็งปากมดลูก  มะเร็งเม็ดเลือดขาว  มะเร็งต่อมน้ำเหลือง  และมะเร็งผิวหนัง  เป็นต้น

การแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง มีได้ 4 วิธี  คือ

  • 1. ทางกระแสเลือด โดยหลุดเข้ากระแสเลือด  แล้วไปเจริญในอวัยวะต่างๆ เช่น  ปอด  ตับ  กระดูก สมอง  เป็นต้น
  • 2. ทางกระแสน้ำเหลือง
  • 3. การฝังตัวของเซลล์มะเร็ง
  • 4. การแพร่กระจาย แทรกตัวไปตามพื้นผิวภายในอวัยวะ ที่เป็นมะเร็งและอวัยวะ หรือเนื้อเยื่อ ที่อยู่บริเวณข้างเคียง

สาเหตุที่แท้จริงของโรคมะเร็ง  ในปัจจุบันนั้นยังไม่สามารถ ที่จะระบุ ได้อย่างแน่ชัด

อาการบ่งชี้ว่า   อาจเป็นมะเร็ง  มี  7   อาการเบื้องต้น  ได้แก่

  • -  มีอาการท้องอืด   อาหารไม่ย่อย หรือ กลืนลำบาก  มีอาการเบื่ออาหาร  ผอมลง  น้ำหนักลด
  • -  ไฝ หรือ หูด ที่เปลี่ยนรูปร่าง  สี   เช่น  มีสีดำขึ้น  หรือโตเร็ว  อย่างเห็นได้ชัด แตกเป็นแผล
  • -  การขับถ่าย ผิดไปจากเดิม  เช่นท้องผูก สลับท้องเสีย
  • -  เป็นแผลเรื้อรังไม่หาย
  • -  มีเลือดหรือสารเหลว ออกมาจากที่ใดก็ตามที่ผิดปกติ
  • -  เต้านมหรือที่อื่นๆ ปรากฏมีก้อน หรือตุ่มขึ้นมา
  • -  มีเสียงแหบ หรือไอเรื้อรัง

 

 

เห็ดหลินจือกับโรคมะเร็ง

  • เห็ดหลินจือ  สามารถ ต้านทานโรคมะเร็งได้ดี  เพราะว่าใน เห็ดหลินจือ มีสารโพลีแซ็กคาไรด์

( Polysaccharide) ซึ่งจัดเป็นสารสำคัญทางเภสัชวิทยา    ที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง

สารโพลีแซ็กคาไรด์   มีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็ง ช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ต่อต้าน

อนุมูลอิสระ  และกำจัดอนุมูลอิสระออกจากร่างกาย  เพราะว่า  อนุมูลอิสระนั้นเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง

นอกจากคุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว    สารโพลีแซ็กคาไรด์ ยังช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว

เพื่อกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ในร่างกาย  สารโพลีแซ็กคาไรด์ ตามปกติมีอยู่มาก  ในอาหารจำพวก คาร์โบไฮเดรต

แต่ก็พบในเห็ดหลินจือ มากด้วยเช่นกัน

 

โรคตับ

  • โรคตับอักเสบเอ

โรคตับอักเสบเอ  เกิดมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ  ซึ่งติดต่อมาจากการรับประทานอาหาร

หรือ ดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อนี้   เราจึงมักจะพบการระบาด ของโรคชนิดนี้ในกลุ่มคนที่อาศัยอยู่รวมกันเป็น

จำนวนมาก   เช่น  หอพัก  โรงเรียน   ค่ายทหาร  เป็นต้น     หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 4 สัปดาห์

ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่อ อาหาร   คลื่นไส้   อาเจียน   อ่อนเพลีย     มีไข้ต่ำ   ปวดเมื่อยตามร่างกาย

ปวดท้องด้านชายโครงขวา   ซึ่งในผู้ใหญ่จะมีอาการหนักกว่าเด็ก    นอกจากนั้น  ยังมีอาการตาเหลือง

ตัวเหลือง   และสำหรับผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย จะมีภาวะเสี่ยงค่อนข้างสูง

เห็ดหลินจือ ช่วยบำรุงตับ  ฟื้นฟูการทำงานของตับ   กระตุ้นการ เกิดเซลล์ใหม่ แทนเซลล์ที่ตายไป

และช่วยปรับภูมิคุ้มกัน  และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง  รวมไปถึงเห็ดหลินจือ เป็นแอนติ

ออกซแดนต์ที่ดี   สามารถขจัดอนุมูลอิสระ   เห็ดหลินจือมีคุณสมบัติที่ช่วยรักษาโรคตับแข็งได้  ก็เพราะ

เห็ดหลินจือ  ช่วยทำให้ใยแผลเป็นที่ตับคลายตัว  ไม่รัดเส้นเลือด และเนื้อเยื่อที่ตับ มีการศึกษา พบว่า

ภายในเห็ดหลินจือ มีสาระสำคัญทางยา ที่ใช้รักษา  โรคตับ  คือสารโพลีแซ็กคาไรด์ ( Polysaccharides)

 

 

ปวดประจำเดือน

  • อาการปวดประจำเดือน   ( Dysmenorrhea )  มักพบในเด็กสาวหรือ ผู้หญิงที่มีอายุยังน้อย

มักมีอาการปวดบริเวณท้องน้อยอย่างรุนแรง  ในช่วงวันแรกๆ  ของการมีประจำเดือน

บางครั้งมีอาการ  ปวดมากเหมือน ไม่สบาย มีไข้  ครั่นเนื้อครั่นตัว  เต้านมคัด  ตึง  ปวดบริเวณบั้นเอว

บางคนถึงกับเป็นลม   ซึ่งอาการปวดนี้จะหายไปเองใน 1-2 วัน  เพราะสาเหตุของการปวดประจำเดือน

ส่วนใหญ่มาจาก  กล้ามเนื้อปากมดลูกตึงเกินไป   ในบางรายอาจพบว่าก่อน หรือระหว่างการมีประจำเดือน

อาจมีอาการ ของโรคแทรกซ้อนขึ้นมา  ไมเกรน   ปวดศีรษะ   เช่น   อารามณ์หงุดหงิดได้ง่าย

อาการก่อนมีประจำเดือน ( Premenstrual    tension )  โดยอาการที่พบ  อาทิเช่น บวมน้ำ น้ำหนักตัวเพิ่ม

ข้อบวม   รู้สึกอยากอาหาร    มีสิวขึ้น    อ่อนเพลีย    หงุดหงิด  ไม่มีสมาธิ  นอนไม่หลับ

อาการเหล่านี้ เกิดจาก ความไม่สมดุลของฮอร์โมนเพศหญิงระหว่างรอบเดือน บางครั้ง

เกิดจากการขาดฮอร์โมน  โปรเจสเตอโรน ( Progesterone ) หรือขาดกรดไขมันจำเป็น

เช่น กรดแกมมาลิโนลิก  ( Gamma  Linoleic  Acid -GLA)  ขาดวิตามินบี 5

ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมรอบเดือน

เห็ดหลินจือกับอาการปวดประจำเดือน

  • แม้ว่าเห็ดหลินจือนั้นจะไม่มีฮอร์โมนเพศหญิง  หรือฮอร์โมนเอสโตรเจน  แต่เห็ดหลินจือสามารถ

กระตุ้นให้ร่างกายของคุณผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มขึ้น  และจะปรับระบบการไหลเวียนของโลหิต

ให้เข้าสู่ภาวะปกติ  และที่สำคัญในเห็ดหลินจือ นั้นยังมีกรด แกมมาลิโนเลนิก

( Gamma  Linolenic Acid -GLA ) ที่ช่วยในการบรรเทาอาการปวดประจำเดือนได้เป็นอย่างดี

 

 

โรคริดสีดวงทวาร

  • สาเหตุของการเกิดโรคริดสีดวงทวาร  คือ  หลอดเลือดดำที่ได้เยื่อเมือกและผิวหนังในบริเวณ

ทวารหนัก มีการปูดพองเป็นหัวขึ้นมา  เนื่องจากมีภาวะความดันในหลอดเลือดดำสูงจากสาเหตุต่างๆ

เช่น การเบ่งถ่ายอุจจาระ   ท้องผูก   การนั่งนานๆ  ภาวะตั้งครรภ์  น้ำหนักมาก การกินอาหารที่มีกากใยน้อย

ไอเรื้อรัง  เป็นต้น

  • โรคริดสีดวงทวาร   เป็นภาวะที่หลอดเลือดดำที่มีอยู่ตามธรรมชาติของคนทั่วไป ในบริเวณทวารหนัก

เกิดการปูดพองเป็นหัว เรียกว่า หัวริดสีดวง  แล้วมีการปริแตกของผนังหลอดเลือดขณะเบ่งถ่าย อุจจาระ

ทำให้มีเลือดออกเป็นครั้งคราว  อาจพบเป็นเพียงหัวเดียว  หรือหลายหัวก็ได้  ถ้าเกิดจาก หลอดเลือดดำที่อยู่

ใต้ผิวหนัง ตรงปากทวารหนัก  เรียกว่า  ริดสีดวงภายนอก ( extranal hemorrhoid )ซึ่งอาจมองเห็นจากภาย

นอกได้  ถ้าเกิดจาก   หลอดเลือดที่อยู่ลึกเข้าไปเรียกว่า ( intranal hemorrhoid )

อาการสำคัญก็คือ การถ่ายอุจจาระออกมาเป็นเลือดสดๆ  ทั้งนี้ เนื่องจาก การเบ่งถ่ายแรงๆ หัวริสีดวงทวาร

( กลุ่มหลอดเลือดดำขอด )  จะปริแตกออก   อาการส่วนมากจะมีอาการเลือดออกทางทวารหนัก

เป็นเลือดแดงสด เกิดขึ้นขณะถ่ายอุจจาระ    ในระยะแรก จะมีเพียงการถ่ายเป็นเลือด

โดยไม่มีอาการปวด  แต่ในระยะหลังอาจมี  อาการปวดมากขึ้น  หรือมีก้อน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งก้อนที่ออกมาแล้วดันกลับเข้าไปไม่ได้จะปวดมาก ถ้ามีเลือดออกนานๆ

อาจมีอาการของการขาดเลือด  โลหิตจาง  หน้ามืด  เวียนศีรษะ  สำหรับริดสีดวงภายนอกมักมา

ด้วย อาการปวดมากกว่า   มักไม่มีเลือดออก ถ้าไม่มีริดสีดวงทวารหนัก ภายในร่วมด้วย

โรคริดสีดวงทวารอาจทำให้มีอาการแทรกซ้อน  คือทำให้ร่างกายของผู้ป่วยนั้นมีภาวะโลหิตจาง

จากภาวะขาดธาตุเหล็ก

 


เห็ดหลินจือ กับโรคริดสีดวงทวาร

  • เห็ดหลินจือจะช่วยในการย่อยอาหาร  และมีตัวยาที่จะทำให้แผลหรือตุ่ม บริเวณทวารหนักทั้งภายใน

และภายนอกหายไป   และการขับถ่ายจะเป็นปกติ  เมื่อกินเห็ดหลินจือแล้วสารนิวคลีโอไซด์ ( neucleoside)

ในเห็ดหลินจือ ซึ่งมีคุณสมบัติ ละลายลิ่มเลือด ที่อุดตัน  ไม่ให้ลิ่มเลือดเกาะตัวง่ายเกินไป

จนเกิดการอุดตันของเส้นเลือด  จะช่วยแก้ไข อาการอึดอัด  และแน่นหน้าอก   ช่วยปรับสภาวะ

ความดันในหลอดเลือด ทำให้อาการของโรคริดสีดวงทวารบรรเทาลง

 

โรคเกาต์

  • โรคเกาต์เป็นโรคที่เกิดจากระดับกรดยูริก ( uric acid ) ในเลือดสูงขึ้น  ทำให้เกิดการอักเสบของข้อ

และเอ็น   นอกจากนั้นยังทำให้หน้าที่ของไตเสื่อม และเกิดโรคนิ่วที่ไตด้วย   โรคเกาต์เป็นในผู้ชายมากกว่า

ผู้หญิง  9 เท่า และมักเป็นวัยกลางคนขึ้นไป ส่วนผู้หญิงมักเป็นหลังจากหมดประจำเดือน   ปวด  บวม  แดง

ร้อน  โดยเฉพาะ บริเวณนิ้วหัวแม่เท้า เป็นข้อที่พบบ่อยที่สุด    ในรายที่เป็นมานานอาจพบนิ่วทางเดินปัสสาวะ

มักปวดตอนกลางคืน  อาการปวดจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ    มักจะมีปัจจัยกระตุ้น  ได้แก่  การรับประทานอาหาร

ที่มีสารพิวรีนสูง  เช่น  ตับ  ไต เครื่องในสัตว์  ปลาซาร์ดีน  น้ำสกัดจากเนื้อ   น้ำต้มกระดูก   เช่น น้ำก๋วยเตี๋ยว

น้ำแกงจืด  รวมทั้งพวกซุปสกัดชนิด ขวดทั้งหลาย   แป้งสาลี   แป้งข้าวเหนียว  อาหารไขมันสูง

จะยับยั้งการขับถ่ายกรดยูริกออกจากร่างกาย เพราะเมื่อกินพิวรีนเข้าไป ร่างกายจะเปลี่ยนมันเป็นกรดยูริก

นอกจากนั้นยังมี  ปัจจัยอื่น คือ    การดื่มแอลกอฮอล์    ความเครียด     ข้อที่พบว่าอักเสบได้บ่อย  ได้แก่

ข้อนิ้วหัวแม่เท้า  ข้อเท้า   ข้อเข่า  ข้อมือ  และข้อศอก  เรียงตามลำดับโดยจะบวม   แดง  กดเจ็บในรายที่

เป็นเรื้อรัง  จะมีการรวมตัว ของกรดยูริก เกิดเป็นก้อนที่ข้อเรียก  Tophi

 

เห็ดหลินจือ กับโรคเกาต์

  • ในเห็ดหลินจือ มีสารออแกนิกเยอร์มาเนียม ( Organic  Germanium )   เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายดูดซึม

ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยในการ ควบคุมและปรับสมดุลของร่างกาย  ให้เกิด ความสมดุลระหว่างกรดและด่าง

ในร่างกาย ก็อาจช่วยบรรเทาอาการของโรคเกาต์  และช่วยป้องกันโรคเกาต์ในกรณี ของคนที่ยังไม่เป็นได้


บริโภคเห็ดหลินจือ

  • การรับประทานเห็ดหลินจือนั้น เราจะไม่นำเห็ดหลินจือสดมาบริโภค  แต่จะนำมาดอง หรือต้ม

เพื่อให้ได้รับสารอาหารจากเห็ดหลินจือ  นอกจากนั้นในปัจจุบันนี้ยังได้มีการรับประทานเห็ดหลินจือ

สกัดกันอย่างแพร่หลาย  เนื่องจากหาซื้อได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลาในการนำมาต้ม หรือดองด้วยตัวเอง

วิธีรับประทานเห็ดหลินจือ

  • 1.  นำเห็ดหลินจือมาบดแห้ง  บรรจุแคปซูลเหมือนสมุนไพรทั่วๆไป  วิธีนี้ต้นทุนต่ำ  ง่าย

และราคาถูกแต่ได้สารสำคัญ จากเห็ดหลินจือ น้อยมาก  เนื่องจากร่างกายไม่สามารถย่อยสกัดเอาสาร

ที่สำคัญ ดูดเข้าไปใช้ในร่างกายได้  หากรับประทานมากจะเกิดอาการท้องอืด  ย่อยยาก

ไม่เหมือนสมุนไพรทั่วไป ( ไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ )

  • 2. นำเห็ดหลินจือ ที่ฝานเป็นชิ้นมาต้มกับน้ำ  แล้วใช้เฉพาะ น้ำเห็ดหลินจือ มาดื่ม  วิธีนี้ต้นทุนต่ำ

ราคาถูก   ได้รับประโยชน์จากเห็ดหลินจือประมาณ 30 % เนื่องจาก ประกอบด้วยสารที่สามารถละลายน้ำ

ได้  30% ถึงแม้วิธีนี้ จะได้รับประโยชน์จากเห็ดหลินจือไม่ครบ แต่ก็มากกว่าวิธีแรก ต้องนำเห็ดหลินจือ

ที่ฝานเป็นชิ้น มาสับเป็นชิ้นเล็กๆ  แล้วมาต้มกับน้ำ ด้วยไฟอ่อนๆ  โดยใช้ระยะเวลา

ประมาณ  6-8 ชั่วโมง  เอาเฉพาะน้ำเห็ดหลินจือมาดื่ม  แต่ต้องดื่มในปริมาณที่มากๆหน่อยจึงจะดี

  • 3. นำเห็ดหลินจือมาสกัด โดยใช้เทคโนโลยีในการสกัดร้อน หรือ สกัดเย็น  บรรจุรูปแบบแคปซูล

วิธีนี้ถึงแม้ต้นทุนจะสูง  ราคาแพง แต่ได้ปริมาณสาระสำคัญในเห็ดหลินจือ ที่มีประโยชน์ครบถ้วนมากที่สุด

และสะดวกในการบริโภค   เหมาะกับการใช้บำรุงร่างกายป้องกัน  และรักษาโรคเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

 

 

แต่ละวิธีจะได้ปริมาณสารเห็ดหลินจือไม่เท่ากัน  แนะนำให้บริโภคเห็ดหลินจือ ที่ได้จากการสกัด

โดยใช้เทคโนโลยีการสกัด เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากเห็ดหลินจือมากที่สุด

  • ข้อแนะนำในการบริโภคเห็ดหลินจือ   ควรบริโภคเห็ดหลินจือ ก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที

หรือ 1 ชั่วโมง แต่สำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะ ให้รับประทานเห็ดหลินจือหลังอาหาร 2 ชั่วโมงแทน

ควรบริโภค วิตามินซีร่วมด้วย เนื่องจากสารโพลีแซ็กคาไรด์ ( Polysaccharides ) ในเห็ดหลินจือ

มีโครงสร้างที่ซับซ้อน  ทำให้บางท่านเมื่อทานเข้าไป อาจจะย่อยยาก  จึงควรรับประทานวิตามินซี

หรืออาหารที่มีวิตามินซีสูงร่วมด้วย  ทั้งนี้เพื่อให้วิตามินซีช่วยในการดูดซึมสารโพลีแซ็กคาไรด์

( Polysaccharides)  เข้าสู่ร่างกายได้ดียิ่งขึ้น

 

น้ำเห็ดหลินจือ
ส่วนผสม

  • -   เห็ดหลินจือแห้ง  6  กรัม
  • -   น้ำสะอาดอย่างน้อย  2 ลิตร

วิธีทำ

  • 1. นำเห็ดหลินจือแห้ง และสะอาดใส่ลงในหม้อเคลือบ  หรือหม้อดินยิ่งดี
  • 2. ยกขึ้นตั้งบนเตาไฟ   ต้มจนเดือด  แล้วหรี่ไฟลงให้น้ำเดือดปุดๆ ต่อไปประมาณ

15- 20นาที แล้วจึงยกลง

  • 3. ควรดื่มน้ำสกัดจากเห็ดที่มีอุณหภูมิเท่าอุณหภูมิร่างกาย ในการดื่มนั้นให้ดื่มแทนน้ำได้ทั้งวัน

 

 

***หวังว่าทุกท่านที่ได้อ่าน บทความนี้คงจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย ขอให้สุขภาพแข็งแรงครับ ***